ตลาดดิจิทัลแพลตฟอร์มในไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะตลาด E-Commerce มีมูลค่าสูงถึง 21.41 ล้านล้านบาท ซึ่งนำมาพร้อมโอกาสทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างขึ้นและอาชีพใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มจำนวนมาก ย่อมทำให้การกระจายของข้อมูลข่าวสาร เป็นไปอย่างรวดเร็ว จนเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดอาชญากรรมรูปแบบใหม่ เช่น หลอก ให้โอนเงิน หลอกให้กู้เงินทางออนไลน์ เป็นต้น ขณะที่ผลสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พบว่าผู้ซื้อและผู้ขายของในตลาดออนไลน์ในไทย กระจุกตัวอยู่ในแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อย่าง Facebook, Lazada และ Shopee ขณะที่แพลตฟอร์มที่ให้บริการขนส่งผู้โดยสารในไทย มีบริษัทเจ้าตลาดอย่างชัดเจน คือ Grab และ Bolt ที่กินส่วนแบ่งส่วนมากในตลาดธุรกิจแพลตฟอร์มมีแนวโน้มที่จะผูกขาดตลาดสูง และทำให้มีอำนาจในการต่อรองสูงตามไปด้วย ทั้งยังถือครองข้อมูลผู้ใช้จำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ในหลายลักษณะที่อาจกระทบผู้บริโภค เช่น การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดราคาเฉพาะของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม (Discriminatory Pricing) การกำหนดราคาเฉพาะบุคคล (Personalized Pricing) การนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อเลือกปล่อยสินค้า บริการหรือโฆษณาที่ผู้ใช้รายดังกล่าวมีแนวโน้มจะสนใจ เป็นต้น ในหลายประเทศจึงตรากฎหมายเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์ม เช่น สหภาพยุโรปมี Digital Service Act (DSA) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคบนแพลตฟอร์ม และ Digital Market Act (DMA) เพื่อกำกับการแข่งขันบนและระหว่างแพลตฟอร์ม

กฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มฉบับใหม่

ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มบังคับใช้ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 เพื่อเป็นเครื่องมือกำกับดูแลแพลตฟอร์มตามขนาดของธุรกิจ ดังนี้

1. บริการแพลตฟอร์มทั่วไป คือ ผู้ให้บริการประเภทบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายในประเทศเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือเป็นนิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 50 ล้านบาทต่อปี หรือมีผู้ใช้บริการในประเทศเฉลี่ยต่อเดือน (AMAU) เกินกว่า 5,000 คน มีหน้าที่ต้องแจ้งรายการข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดต่อ ETDA ก่อนเริ่มธุรกิจ และอัปเดตข้อมูลนั้นทุกปี เช่น ข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจ, ข้อมูลแพลตฟอร์ม, ข้อมูลผู้ใช้บริการ และข้อมูลเรื่องร้องเรียนบนแพลตฟอร์ม

2. บริการแพลตฟอร์มขนาดเล็ก คือ กรณีไม่เข้าเงื่อนไขแพลตฟอร์มทั่วไป มีหน้าที่แจ้งข้อมูลแก่ ETDA ก่อนเริ่มธุรกิจเช่นกันแต่มีรายการข้อมูลน้อยกว่า

3. บริการแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางเสนอสินค้าหรือบริการระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่คิดค่าบริการการใช้แพลตฟอร์ม และบริการแพลตฟอร์ม Search Engine มีหน้าที่เพิ่มเติมต้องแจ้ง Terms and Conditions ให้แก่ผู้ใช้บริการทราบก่อนหรือขณะใช้บริการในเรื่องที่กฎหมายกำหนดเป็นอย่างน้อย เช่น เงื่อนไขการคิดค่าบริการ การเข้าถึงและการใช้ข้อมูลที่แพลตฟอร์มได้รับจากการให้บริการ

4. บริการแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูงอย่าง (1) แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีรายได้ต่อปีจากการให้บริการแต่ละประเภทในประเทศเกินกว่า 300 ล้านบาท หรือจากการให้บริการทุกประเภทในประเทศรวมกันเกินกว่า 1,000 ล้านบาท หรือเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้บริการในประเทศโดยเฉลี่ยเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งหมด (2) แพลตฟอร์มที่มีลักษณะเฉพาะ และ (3) แพลตฟอร์มที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ มีหน้าที่เพิ่มเติมต้องประเมินความเสี่ยงและให้มีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงนั้น

พ.ร.ฎ.ฉบับนี้สอดคล้องกับแนวคิดของสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลความรับผิดชอบในระบบนิเวศออนไลน์ตามขนาดของผู้เล่น ทำให้มั่นใจได้ว่าต้นทุนด้านกฎระเบียบ (Regulatory Costs) ของกฎเกณฑ์เหล่านี้จะได้สัดส่วนสำหรับผู้เล่นทุกขนาด ทั้งการกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมด้านความโปร่งใสให้แก่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ซึ่งเป็นกลไกใหม่ภายใต้ DSA เนื่องจากเป็นการหันมาเน้นที่กระบวนการเพิ่มขึ้นจากเดิมที่สหภาพยุโรปเคยมุ่งเน้นที่การกลั่นกรองเนื้อหา ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการใช้ระบบอัตโนมัติกลั่นกรองและปิดกั้นเนื้อหาจนเกิดกรณีการดำเนินการที่ตึงหรือหย่อนเกินจริงและก่อความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการทั้งยังส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงอำนาจของแพลตฟอร์มในการกำหนดขอบเขตระหว่างเสรีภาพการแสดงออกและการแสดงความเห็นในลักษณะที่ผิด เช่น Hate Speech อีกด้วย

กลไกกฎหมายใหม่ที่ต้องจับตามอง

เนื่องจาก พ.ร.ฎ.ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถกำหนดกลไกกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมเพียงพอ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ (สำนักงาน ป.ย.ป.) จึงร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ ศึกษาและยกร่าง “พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มฯ” เพื่อปิดช่องว่างการกำกับดูแลทั้งประเด็นคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีเนื้อหาครอบคลุมการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของธุรกิจแพลตฟอร์มด้วย

หลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว ระบุถึงมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มเติมจาก พ.ร.ฎ. และสอดคล้องกับ DSA เพิ่มขึ้น อาทิ เรื่อง Whistleblower Reporting ที่ผู้ให้บริการต้องมีระบบให้ผู้ใช้หรือหน่วยงาน แจ้งการกระทำผิดกฎหมาย หรือไม่ตรงตาม ข้อตกลงการใช้บริการที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการต้องลบหรือปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลที่ผิดกฎหมายเมื่อได้รับแจ้ง พร้อมต้องให้เหตุผลต่อผู้ได้รับผลกระทบด้วย รวมถึงเรื่องผู้แจ้งเบาะแสการกระทำความผิด (Trusted Flagger) ที่หน่วยงานกำกับดูแลจะเป็นผู้ให้การรับรอง และผู้ให้บริการต้องให้ความร่วมมือกับ Trusted Flagger เช่น จัดให้มีช่องทางพิเศษสำหรับรับแจ้งข้อมูล และให้สิทธิมีสัญลักษณ์พิเศษเพื่อแสดงตัวบนแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ยังได้ระบุถึงมาตรการกำกับการแข่งขันทางการค้าที่สอดคล้องกับ DMA ไว้ด้วย เช่น กำหนดให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าเป็นผู้ประกาศหลักเกณฑ์การกำหนดแพลตฟอร์มที่มีอำนาจควบคุม รวมถึงกำหนดแนวทางกำกับดูแลการแข่งขันในเชิงป้องกันที่เป็นการกำหนดพฤติกรรมที่ควรและห้ามกระทำ เช่น ห้ามกีดกันผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มไปให้บริการหรือขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอื่น ห้ามกีดกันผู้ประกอบการตกลงซื้อขายสินค้าหรือบริการกับผู้บริโภคนอกแพลตฟอร์ม

พัฒนาการด้านการตรากฎระเบียบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปว่าเครื่องมือเหล่านี้ที่ถูกนำมาบังคับใช้แล้ว รวมถึงกลไกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจะสามารถบรรลุเป้าหมายของการคุ้มครองผู้บริโภคและการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยมากน้อยเพียงใดขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเองก็ต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านนโยบาย บุคลากร ตลอดจนปรับปรุงกลยุทธ์การจัดเก็บ ข้อมูลและการจัดการของตนต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้วโดยถูกต้อง และครอบคลุม 

อ้างอิง : พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. 2565

แหล่งที่มา : https://tdri.or.th/2023/11/platform-protect-digital-market-article/